เคยข้อเท้าพลิกเมื่อ 10 ปีก่อน... ทำไมวันนี้ถึงปวดจนเดินไม่ไหว? : รู้ทัน "ข้อเท้าเสื่อมหลั
เคยข้อเท้าพลิกเมื่อ 10 ปีก่อน... ทำไมวันนี้ถึงปวดจนเดินไม่ไหว? : รู้ทัน "ข้อเท้าเสื่อมหลังอุบัติเหตุ"
"หมอครับ เมื่อก่อนผมเตะบอล ข้อเท้าพลิกบ่อยมาก แต่ก็ทายา พ่นสเปรย์ แล้วก็ลงไปเตะต่อ ไม่นึกเลยว่าพออายุ 50 มันจะปวดร้าวลึกๆ ข้างในข้อเท้าแบบนี้ เดินลงน้ำหนักทีไรเหมือนมีเข็มมาแทง"
คุณชาติ (นามสมมติ) ชายวัยกลางคน เล่าให้หมอฟังด้วยน้ำเสียงเสียดาย แกเป็นอดีตนักกีฬามหาวิทยาลัยที่ใช้ร่างกายคุ้มมาก แผลฟกช้ำดำเขียวเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่แกไม่รู้คือ "แผลเป็น" ที่เกิดขึ้นภายในข้อเท้าเมื่อ 20 ปีก่อน มันไม่เคยหายไปไหน แต่มันค่อยๆ กัดกินผิวกระดูกอย่างเงียบๆ
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับ "เข่าเสื่อม" ที่มักเกิดจากอายุที่มากขึ้น แต่สำหรับ "ข้อเท้าเสื่อม" นั้น เรื่องราวมันต่างออกไปครับ เพราะคนไข้ส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนแก่ แต่เป็น คนวัยทำงาน ที่เคยมีประวัติบาดเจ็บที่ข้อเท้ามาก่อน
วันนี้หมอจะพามาไขความลับของ "ระเบิดเวลา" ที่ชื่อว่า Posttraumatic Ankle Arthritis หรือ ข้อเท้าเสื่อมหลังอุบัติเหตุ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และถ้าเป็นแล้ว เราจะกลับมาเดินอย่างมีความสุขได้อีกไหมครับ
ข้อเท้าเสื่อม... ไม่เหมือนเข่าเสื่อม
ขออธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ครับ โดยปกติผิวข้อกระดูกของคนเรา จะเรียบเนียนเหมือนลานน้ำแข็งสเก็ต เพื่อให้กระดูกเคลื่อนที่ผ่านกันได้ลื่นไหล
แต่สำหรับข้อเท้า ธรรมชาติสร้างมาให้ทนทานมาก โอกาสที่จะเสื่อมเองตามอายุ (เหมือนยางรถยนต์ที่หมดดอก) นั้นยากมากครับ กว่า 70-80% ของคนที่เป็นข้อเท้าเสื่อม เกิดจาก "อุบัติเหตุในอดีต"
ไม่ว่าจะเป็น ข้อเท้าหัก (แม้จะรักษาหายแล้ว), ข้อเท้าพลิกรุนแรงจนเอ็นฉีกขาด หรือข้อเท้าแพลงซ้ำๆ จนหลวม
เปรียบเหมือนถนนที่เคยเกิดหลุมบ่อ หรือล้อรถที่ศูนย์ล้อเบี้ยว ถึงเราจะปะยางหรือถมถนนไปแล้ว แต่ถ้าศูนย์มันไม่ตรง หรือผิวถนนมันไม่เรียบสนิทจริงๆ เวลาล้อหมุนบดไปเรื่อยๆ เป็นสิบปี ยางก็จะสึกเร็วกว่าปกติ ผิวข้อกระดูกของเราก็เช่นกันครับ แรงกระแทกที่ลงผิดจุดสะสมกันนานเข้า ก็ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรอจนถึงเนื้อกระดูกแข็ง
สัญญาณเตือนภัย: อาการแบบไหนที่ต้องระวัง?
อาการของข้อเท้าเสื่อม มักจะค่อยเป็นค่อยไป จนบางทีเราชินชาครับ ลองสังเกตดูนะครับว่ามีอาการเหล่านี้ไหม
1. ปวดลึกๆ ในข้อ: มักจะปวดตื้อๆ บริเวณรอยต่อระหว่างหน้าแข้งกับเท้า บางคนปวดด้านหน้า บางคนปวดด้านข้าง อาการมักจะชัดเจนเวลา "เริ่มออกเดิน" ก้าวแรกๆ ตอนตื่นนอน หรือหลังจากนั่งนานๆ
2. เดินพื้นขรุขระแล้วเจ็บ: การเดินบนพื้นเรียบอาจจะพอไหว แต่ถ้าต้องเดินบนทางลูกรัง พื้นเอียง หรือเดินลงบันได จะรู้สึกไม่มั่นคงและเจ็บแปล๊บ
3. ข้อเท้าบวมหลังใช้งาน: วันไหนเดินเยอะ หรือยืนนาน ตอนเย็นๆ ข้อเท้าจะบวมตุ่ยขึ้นมา พักนอนยกขาสูงก็ยุบลง
4. ขยับได้น้อยลง: รู้สึกว่าข้อเท้า "แข็ง" กระดกปลายเท้าขึ้นได้ไม่สุด หรือหมุนข้อเท้าได้ไม่คล่องเหมือนข้างที่ดี เวลาเดินอาจจะดูเหมือนคนเดินกะเผลกนิดๆ โดยไม่รู้ตัว
หมอตรวจยังไง ถึงรู้ว่าเป็น?
เมื่อมาถึงคลินิก หมอจะเริ่มจากการซักประวัติย้อนหลังไปไกลเลยครับ ว่าเคยล้ม เคยรถล้ม หรือเคยข้อเท้าพลิกไหม
การตรวจร่างกาย: หมอจะดูแนวของเท้า ว่ามีการผิดรูปไหม (เช่น ส้นเท้าล้มเข้าใน หรือแบะออกนอก) ดูจุดกดเจ็บ และลองขยับข้อเท้าดูว่าติดขัดแค่ไหน
เอกซเรย์ (X-ray): พระเอกของเราครับ แต่เคล็ดลับคือ "ต้องเอกซเรย์ท่ายืนลงน้ำหนัก (Weight-bearing X-ray)" เท่านั้นครับ เพราะถ้าเรานอนเอกซเรย์ ช่องว่างระหว่างกระดูกอาจจะดูปกติ แต่พอยืนลงน้ำหนักจริงๆ กระดูกที่เสื่อมมันจะทรุดตัวลงมาชนกันให้เห็นชัดเจน เราจะเห็นช่องว่างข้อต่อหายไป มีหินปูน (Osteophyte) งอกขึ้นมาโปนๆ รอบข้อ
CT Scan หรือ MRI: อาจจำเป็นในบางกรณีที่หมอวางแผนจะผ่าตัด เพื่อดูความเสียหายของผิวกระดูกแบบ 3 มิติ หรือดูสภาพเส้นเอ็นรอบๆ ครับ
ปัจจัยเสี่ยง: ใครบ้างที่มีระเบิดเวลาลูกนี้?
- คนที่เคยข้อเท้าหัก: โดยเฉพาะถ้าหักผ่านผิวข้อ (Intra-articular fracture) ความเสี่ยงจะสูงมาก เพราะผิวข้อที่สมานตัวอาจจะไม่เรียบ 100%
- ข้อเท้าหลวมเรื้อรัง (Chronic Instability): คนที่ข้อเท้าพลิกบ่อยๆ จนเอ็นยึดข้อหลวม ทำให้ข้อเท้าโยกคลอนเวลาเดิน ผิวข้อจึงเสียดสีกันรุนแรง
- น้ำหนักตัวเกิน: ข้อเท้าเป็นส่วนที่รับน้ำหนักร่างกายเราเต็มๆ แรงกระทำต่อข้อเท้าเวลาเดินคือ 3-5 เท่าของน้ำหนักตัว ยิ่งหนัก ข้อก็ยิ่งพังเร็ว
- ขาโก่งหรือขาเก: ทำให้แนวแรงที่ลงข้อเท้าผิดเพี้ยนไป กดน้ำหนักลงที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป
ทางรักษา: ต้องผ่าตัดเลยไหม?
ไม่เสมอไปครับ! การรักษาขึ้นอยู่กับ "ความรุนแรง" และ "การใช้งาน" ของคนไข้ หมอจะเริ่มจากเบาไปหาหนักเสมอ
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรองเท้า (สำคัญที่สุด)
- รองเท้า: เลิกใส่รองเท้าพื้นแบนราบ หรือรองเท้าผ้าใบแฟชั่นบางๆ แนะนำให้ใส่รองเท้าที่มีพื้นหนานุ่ม และเป็นทรง "Rocker Bottom" (พื้นรองเท้าโค้งคล้ายเก้าอี้โยก) ซึ่งจะช่วยรับแรงกระแทกและช่วยส่งแรงเวลาเดิน ทำให้ข้อเท้าขยับน้อยลง อาการปวดจะลดลงอย่างชัดเจนครับ
- ลดน้ำหนัก: ลดน้ำหนักลง 1 กิโลกรัม ลดแรงกระแทกที่ข้อเท้าได้ถึง 3-5 กิโลกรัมครับ
- เลี่ยงแรงกระแทก: เปลี่ยนจากการวิ่ง มาเป็นว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยานแทน
2. ยาและการฉีด
- ยาแก้อักเสบ (NSAIDs): ใช้เพื่อลดอาการปวดบวมเฉียบพลัน (ไม่ควรกินต่อเนื่องนานๆ)
- ฉีดสเตียรอยด์: ช่วยลดปวดได้เร็วในระยะที่มีการอักเสบรุนแรง แต่ไม่ควรฉีดบ่อยเพราะอาจทำให้กระดูกและเอ็นเปื่อย
- ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid) หรือเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP): ช่วยหล่อลื่นและลดการอักเสบได้ในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง ช่วยชะลอการผ่าตัดออกไปได้
3. การผ่าตัด (เมื่อวิธีอื่นเอาไม่อยู่) ถ้าปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน เดินไปซื้อแกงหน้าปากซอยยังลำบาก เรามีทางเลือกหลักๆ ดังนี้ครับ:
- การส่องกล้องล้างข้อ (Arthroscopic Debridement): ใช้ในระยะเริ่มต้น เพื่อเข้าไปกรอหินปูนที่ขวางการเคลื่อนไหว และล้างเศษตะกอนในข้อออก
- การผ่าตัดจัดแนวระเบียบกระดูก (Osteotomy): เหมาะกับคนอายุน้อยที่ข้อเสื่อมแค่บางส่วน และมีแนวขาผิดรูป หมอจะตัดแต่งกระดูกเพื่อย้ายแนวรับน้ำหนักไปยังส่วนที่ผิวกระดูกยังดีอยู่ ช่วยเก็บรักษาข้อเท้าเดิมไว้ได้นานขึ้น
- การผ่าตัดเชื่อมข้อ (Arthrodesis): นี่คือ "มาตรฐานดั้งเดิม" สำหรับข้อเท้าเสื่อมรุนแรง หมอจะจับกระดูกข้อเท้ามาเชื่อมติดกันเป็นชิ้นเดียว
- ข้อดี: หายปวดแน่นอน เดินลงน้ำหนักได้เต็มที่ ทนทาน
- ข้อเสีย: ข้อเท้าจะขยับกระดกไม่ได้ (แต่ยังเดินได้ค่อนข้างปกตินะครับ อาจจะเดินเร็วมากไม่ได้) และอาจส่งผลให้ข้อข้างเคียงเสื่อมไวขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียม (Total Ankle Arthroplasty): เทคโนโลยีสมัยใหม่
- ข้อดี: ข้อเท้ายังขยับได้ เดินได้เป็นธรรมชาติกว่าการเชื่อมข้อ
- ข้อจำกัด: ไม่ได้ทำได้ทุกคนครับ เหมาะกับคนที่กระดูกยังแข็งแรงดี ไม่ใช้งานหนักโลดโผน และไม่มีภาวะข้อเท้าเอียงรุนแรง อายุการใช้งานของข้อเทียมอาจจะไม่ทนทานเท่าข้อเข่าเทียม แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีดีขึ้นมาก ใช้งานได้เกิน 10 ปีเป็นส่วนใหญ่
พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นปกติไหม?
สำหรับคุณชาติ (คนไข้ในเรื่อง) เนื่องจากยังอายุไม่มาก และยังอยากใช้ชีวิตแอคทีฟ หมอตรวจพบว่าแกมีแนวส้นเท้าเอียงร่วมด้วย จึงรักษาด้วยการ "ผ่าตัดจัดแนวระเบียบกระดูก" (Supramalleolar Osteotomy) ร่วมกับการส่องกล้องเก็บกวาดหินปูน
หลังผ่าตัดและพักฟื้น 3 เดือน คุณชาติกลับมาเดินได้คล่อง ไม่ปวด ยิ้มแย้มแจ่มใส แม้จะกลับไปเตะบอลหนักๆ ไม่ได้ แต่แกก็ปั่นจักรยานและเดินเร็วออกกำลังกายได้สบายครับ
สรุป
ข้อเท้าเสื่อมหลังอุบัติเหตุ ไม่ใช่โรคที่ต้องทนเจ็บไปตลอดชีวิตครับ แม้เราจะย้อนเวลาไปแก้ไขอุบัติเหตุในอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถ "จัดการ" กับปัจจุบันได้
ถ้ารู้สึกว่าข้อเท้าที่เคยเจ็บ มันเริ่มประท้วง ปวดบวมบ่อยๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนกระดูกทรุดพังไปหมดนะครับ รีบมาตรวจ ปรับรองเท้า หรือรักษาให้ตรงจุด เพื่อให้คุณยังมี "ก้าวที่มั่นคง" ไปได้อีกนานเท่านานครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ข้อเท้าเสื่อม #ปวดข้อเท้า #ข้อเท้าพลิกเรื้อรัง #ผ่าตัดข้อเท้า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #AnkleArthritis #เปลี่ยนข้อเท้าเทียม #เชื่อมข้อเท้า #เจ็บข้อเท้าเรื้อรัง #กระดูกและข้อเชียงใหม่
References
- Valderrabano V, Horisberger M, Russell I, Dougall H, Hintermann B. Etiology of ankle osteoarthritis. Clin Orthop Relat Res. 2009;467(7):1800-6.
- Barg A, Pagenstert GI, Horisberger M, Paul J, Gloyer M, Henninger HB, et al. Supramalleolar osteotomy for degenerative ankle disease. Adv Orthop. 2013;2013:423180.
- Daniels TR, Younger AS, Penner M, Wing K, Dryden PJ, Wong H, et al. Intermediate-term results of total ankle replacement and ankle arthrodesis: A COFAS multicenter study. J Bone Joint Surg Am. 2014;96(2):135-42.
- Haddad SL, Coetzee JC, Estok R, Fahrbach K, Banel D, Nalysnyk L. Intermediate and long-term outcomes of total ankle arthroplasty and ankle arthrodesis. A systematic review of the literature. J Bone Joint Surg Am. 2007;89(9):1899-905.
- Kraus VB, Parekh SG, Matza LS, McCarrie K, Wyrwich KW. The burden of ankle osteoarthritis. Foot Ankle Spec. 2015;8(3):206-16.
Comments
Post a Comment